Lost in translation, Lost in you, Japan.

กลับมาจากไปเที่ยวญี่ปุ่นสักพักแล้ว

ทริปที่เป็นไปอย่างผิดคาดสุดๆ ผิดแผนสุดๆ และทรหดมากกว่าที่คิดไว้
แต่พอกลับมา กลับมีแต่เรื่องให้รู้สึกดี ให้รู้สึกคิดถึง และทำให้อยากกลับไป

Day 1 :
เราขึ้นเครื่องที่สุวรรณภูมิ ตอนเวลาประมาณเที่ยงคืน ขึ้นกับสาย China Eastern Airlines แล้วก็ไปต่อเครื่องที่เซี่ยงไฮ้ตอนประมาณ 7 โมงเช้า เพื่อนที่ไปตอนนั้นเอาแต่บ่นหิว จนถึงกับต้องถ่ายเซ็ทผู้สิ้นหวัง

ถึงสนามบินนาริตะก็รีบไปเอาเครื่อง Wifi เพราะไม่งั้นตายแน่ๆ เสร็จแล้วไปซื้อตั๋วรถ Keisei แบบต่อตรงเข้า Nippori ซึ่งเป็นตั๋วขาไป – กลับ บวกกับตั๋ว Metro แบบเหมาสองวัน (ซึ่งตอนหลังเราทำตั๋วหาย รู้งี้ไม่น่าซื้อล่วงหน้าเลย ฮือ)

เสร็จแล้วก็เช็คอินเข้าที่พัก แล้วไปฝากท้องที่ร้านบังคาระ เพื่อนบอกว่าที่ไทยอร่อย แต่ที่ญี่ปุ่นอร่อยกว่านะ

ย่านที่เราพักชื่อ Ikebukuro เป็นย่านวัยรุ่นนะ ตอนท้ายก็เข้าร้าน SEGA กันไปลองดูวิถีชีวิต
เพื่อนที่ไปด้วยหมดเงินหยอดตู้ไปเยอะมากแบบสติหลุด 5555 ตลกดี
เสร็จแล้วก็กลับไปนอน วันนี้วันเดียวรู้สึกยาวนานเหลือเกิน
ทริปนี้กลายเป็นป้าแว่น เพราะอ่านระยะไกลไม่เห็นเลย สงสัยคงต้องเก็บเงินทำเลสิคจริงๆซะแล้วล่ะ

Day 2 :
รีบตื่นแต่เช้าด้วยความไม่คุ้ม ไปหลงที่รถใต้ดินและรถ JR ก่อนจะถึงอุเอโนะในที่สุด
ทันทีที่เห็นตึกของขวัญ ก็ดีใจมากว่า เย้ ไม่หลงทางแล้ว

เราโชคดีว่าที่นี่กำลังซากุระบาน วันที่เราไปก็อยู่ในช่วง full bloom พอดี เลยเห็นซากุระเต็มไปหมด โดยเฉพาะจุดชมวิวที่อุเอโนะ เจอคนญี่ปุ่นปูผ้าใบสีฟ้าเต็มไปหมด พนักงานบริษัท กลุ่มวัยรุ่น กลุ่มครอบครัว กลุ่มคนแก่ แค่ได้ดูก็รู้สึกแปลกใหม่และเพลินแล้ว

เจอวัดก็เสี่ยงเซียมซีไปตามเรื่อง แต่ปรากฎว่าน่าจะไม่ดีแหละ เลยเอาไปผูกคืนไว้
เสร็จแล้วก็เดินออกมาแล้วเข้าสวนสัตว์ เข้าไปดูแพนด้านอนแผ่ ดูนกฮูก ดูเสือ แต่เรากลัวชะนีเลยรีบหนีก่อน
ออกมาด้านนอกเจอคนเล่นดนตรีโชว์หน้า museum, และเราอยากกินอาหารที่ร้านแถวนั้นมาก อยู่ตรงข้าม Starbuck ที่อุเอโนะค่ะ แต่ว่าคนต่อแถวยาวมาก สุดท้ายเลยไปหาซื้อของกินที่สถานีรถไฟ ซึ่งเหมือนห้างขนาดย่อมๆเลย กว้างมากค่ะ (ซื้อตั๋วรถผิดต้องเดินกลับมาคืนและซื้อใหม่ด้วย คือมันกว้างมากจริงๆ)

เสร็จแล้วก็ไปย่านอาซากุสะค่ะ ไปวัดโคมแดงชื่อดัง วัด Sensoji

\

ตอนไปถึงตอนแรกตกใจ ว่าทำไมถึงมีอะไรมาซ่อมอยู่ข้างหน้า ยังบ่นกับเพื่อนอยู่เลยว่านี่มันจุดถ่ายรูปนะทำไมทำกันแบบนี้ แต่ก็วานให้เขาถ่ายให้ แต่กลับกดแชะๆไม่ดูหน้าเราเลย (เรามาบ่นทีหลังอีกต่อ) แต่พอเข้าไปถึงเพิ่งเห็นว่า อ้อ โคมแดงที่ดังๆคงอยู่ด้านในตรงนี้นี่เอง
วันที่ไปคนเยอะมากค่ะ รวมถึงคนไทยด้วย หันไปทางไหนก็ได้ยินเสียงคนไทยนะ ตอนอยู่ในสถานีเพื่อนเราบอกว่ามีคนไทยจ้องเขา แล้วพอออกมา สองคนไทยนั้นก็เดินเข้ามาหาเราบอกว่าจะไปวัดเซ็นโชจิใช่ไหม? ไปทางนี้ค่ะ
เพื่อนเราบอกว่าเขารู้สึกดีมากที่เจอคนไทยข้างนอกแล้วมาทักมาชวนกันแบบนี้

ตามตรอกซอกซอยก่อนจะถึงด้านในวัด ถ้ามีเวลา อยากให้เดินลองดู ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะกลับไปเดินอีก มีร้านน่ารักเต็มไปหมด

เสร็จแล้วไปหาของกินแถวกินซ่า มีร้านที่เพื่อนของเพื่อนแนะนำ ชื่อ Midori Sushi แต่คิวยาวมาก แบบมาก แล้วอากาศก็หนาวมากด้วย คือเรานี่ปากเปิกดำไปหมดแล้ว เส้นเลือดไปเลี้ยงไม่ถึง ตอนหลังเลยตัดใจเดินหาร้านอื่นกัน แล้วก็เจอร้านนี้ เป็นร้านที่ต้องลงบันไดไปกินชั้นใต้ดินอีกที ซึ่งกลายเป็นร้านที่ติดใจสุดๆไปเลย

พอได้ทานแล้ว ละลายไปเลย เชฟก็น่ารักมาก คนในนั้นน่ารักมาก ตอนแรกเรากับเพื่อนเดินวนกันเลย เพราะต้องรอเขาเปิดตอน 18.00 แต่ตอนนั้นเพิ่ง 17.30 แต่พอ 18.00 ปุ๊บเราก็รีบลงไปกันเลย หลังจากหน้าชาเพราะความหนาวมานาน แต่คุ้มค่ามาก ราคาก็รับได้ด้วย ถ้าให้พูดคือ ถูกเลยล่ะเมื่อเทียบกับคุณภาพ

ร้าน Sushi Zanmai ถ้าคราวหน้าได้ไปก็จะไปทานอีก สาขานี้ด้วย ประทับใจนะ

เสร็จแล้วด้วยความเสียดายเวลา เราอยากเที่ยวให้คุ้ม เลยชวนเพื่อนไปอีกที่ แล้วก็เลยไป Tokyo Tower กัน
เดินไกลมากจากสถานีรถไฟใต้ดิน ไกลมากแบบมาก ตอนนั้นหนาวมาก แล้วก็เริ่มหมดแรงแล้วด้วยเพราะเริ่มตั้งแต่ตอนเช้า ตอนที่เห็นยอดหอเราถึงกับสบถว่าในที่สุดนะ

แสงไฟจากข้างบนสวย เราไปตอนกลางคืน เลยไม่ได้มีโอกาสเสี่ยงเห็นฟูจิจากวิวกลางวัน แต่วิวกลางคืนก็สวยไม่แพ้กัน ด้านบนมีร้านขายซอฟครีม และ dj กำลังเปิดเพลงและเล่นดนตรีกัน ใครที่ไปช่วงฮันนีมูนคงได้อยู่นานแน่ มันโรแมนติกดีนะ

จบท้ายค่ำคืนแห่งความเหนื่อยของการเดิน 12 km ด้วยสิ่งนี้ จากร้าน lawson ใกล้ๆโรงแรม อร่อยมาก หาซื้อที่อื่นอีกไม่ได้เลย อยากซื้อมาเก็บมาก
Day 3 :

วันนี้ต้องย้ายที่พักกันแล้วค่ะ ไปแถว Tokyo Sky Tree พยากรณ์อากาศบอกว่าฝนจะตก แต่เราก็มัวแต่ใช้เวลาให้คุ้มด้วยการไปเดินเล่นแถวที่พักเดิมกันก่อน
โดยไปที่ห้างแถว Ikebukuro, เพื่อไป J-World ค่ะ

มีแต่เด็กตัวเล็กๆเต็มไปหมด ส่วนผู้ใหญ่ที่มาก็คือมากับเด็กนั่นแหละ นานๆทีก็จะมีกลุ่มวัยรุ่นบ้าง
แต่เรากับเพื่อนฟังภาษาญี่ปุ่นไม่ออก เลยไม่ค่อยได้เล่นอะไรกันมากเท่าไหร่ จากนั้นก็ออกไปที่สถานีชินจูกุกัน เพื่อซื้อตั๋วเตรียมไปคาวากุจิโกะล่วงหน้า ซึ่งระหว่างเดินทาง ฝนก็ตกจริงๆด้วย! กลายเป็นอะไรที่หนาวมาก

แวะพักกินแถวที่ชินจูกุ เป็นร้านแบบกดตู้ด้านหน้า แล้วเอาใบเข้าไปยื่นให้พนักงานในร้าน
อร่อยดีค่ะ กินได้เรื่อยๆ เราชอบไข่ดิบของที่นี่นะ
เสร็จแล้วก็เข้าสู่ยุคตกต่ำ การเดินทางอันหนักหน่วง เข้าๆออกๆรถไฟใต้ดิน หลงกันเป็นว่าเล่น
จากที่ตอนแรกเริ่มโอเคแล้วก็ต้องเรียนรู้สายรถไฟใหม่กันอีก กว่าจะถึงก็ดึกมากแล้ว จนทางที่พักเก็บกุญแจไป เลยต้องกดกริ่ง โชคดีมีคนอยู่เลยได้ย้ายเข้าที่พัก
ร่างจะแหลกเลยล่ะ

การยกกระเป๋าเดินทางหนักเกือบ 4 โล และสะพายหลังอีกเกือบ 4 โลแทบทั้งวัน คือทำเอาเราหมดแรงจริงๆ
แต่พอเห็นที่พักแล้ว ใจชื้นเลยค่ะ เพราะที่พักน่ารักมากๆ เรากับเพื่อนคุยกันว่าประทับใจจริงๆ

ตรงนี้คือส่วนห้องนั่งเล่น ตอนหลังเรากับเพื่อนออกไปซื้อของเข้ามากิน โชคดีเจอซูชิแบบแพคลดราคา เนื่องจากมันหลังสองทุ่มแล้ว แต่ว่าขนาดเวลาแบบนี้ ซูชิก็ยังสดมากๆอยู่เลย ซื้อมากินกันขนาดนี้

ปิดท้ายวันอันแสนทรหดด้วยสิ่งนี้ การเดินลากกระเป๋าและแบกกระเป๋าขึ้นลงบันไดรถใต้ดิน บั่นทอนร่างกายจริงๆ โชคดีที่ได้แช่น้ำอุ่นและจิบอะไรเย็นๆตอนท้ายนะ

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s